ทัวร์ญี่ปุ่น ZHOK12 ญี่ปุ่น ฮอกไกโด อาซาฮิกาว่า ซัปโปโร [เลสโก เพลินเปลี่ยนสี] OCT-NOV 19

ZHOK12

 

 

วันแรก              กรุงเทพฯ – สนามบินดอนเมือง

 20.30 น.          พร้อมกันที่สนามบินดอนเมือง ชั้น 3 ประตูหมายเลข 4 สายการบินไทยแอร์เอเชียเอ๊กซ์ เคาน์เตอร์ 4 เพื่อเตรียมตัวเดินทาง และผ่านขั้นตอนการเช็คอิน

23.55 น.          เดินทางสู่ สนามบินชิโตเซะ เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น โดยเที่ยวบินที่ XJ 620 

สายการบิน AIR ASIA X ใช้เครื่อง AIRBUS A330-300 จำนวน 377 ที่นั่ง

จัดที่นั่งแบบ 3-3-3 มีบริการอาหารร้อนเสิร์ฟทั้งขาไปและขากลับ

(น้ำหนักกระเป๋า 20 กก./ท่าน หากต้องการซื้อน้ำหนักเพิ่ม ต้องเสียค่าใช้จ่าย)

-

วันที่สอง          ฮอกไกโด – อาซาฮิกาว่า – หมู่บ้านราเมง – อุทยานแห่งชาติ       ไดเซ็ตสึซัง – กระเช้าคุโรดาเกะ – น้ำตกกิงกะและน้ำตกริวเซ – อิออน

08.55 น.          เดินทางถึงสนามบินชิโตเสะ เกาะฮอกไกโด ประเทศญี่ปุ่น หลังจากผ่านขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองของประเทศญี่ปุ่นแล้ว  นำท่านเดินทางสู่ RAMEN VILLAGE หรือ หมู่บ้านราเมน ”หมู่บ้านชื่อดังของเกาะฮอกไกโด นับย้อนหลังไปตั้งแต่สมัยต้นโชวะ ซึ่งช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ถือกำเนิดราเมนขึ้น ณ เมืองซัปโปโรโดยการผสมผสานบะหมี่หลากหลายชนิดของประเทศจีนเข้าด้วยกัน และต่อมาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เสร็จสิ้นลงราเมนของเมืองอาซาฮิกาว่า ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นจากความคิดสร้างสรรค์ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน อาทิเช่น วิธีการคงความร้อนของน้ำซุปให้อยู่ได้นานขึ้นโดยเคลือบผิวน้ำซุปด้วยน้ำมันหมู หรือจะเป็นน้ำซุปซีอิ๊วที่เคี่ยวจากกระดูกหมูและน้ำสต๊อคซีฟู้ด ปลาซาร์ดีนแห้ง หรือ “นิโบะชิ” และเส้นบะหมี่ที่มีส่วนผสมของน้ำน้อยกว่าปกติและด้วยความโด่งดังและมีเอกลักษณ์ของราเมน เมืองอาซาฮิกาว่าแห่งนี้เป็นที่ชื่นชอบของชาวญี่ปุ่น

เที่ยง                 บริการอาหารกลางวัน ณ หมู่บ้านราเม็ง (ท่านละ  1,000 เยน) จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ อุทยานแห่งชาติ ไดเซ็ตสึซัง อุทยานที่มีใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ตื่นตาตื่นใจกับฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ที่ทั่วทั้งอุทยานจะเต็มไปด้วยสีสันของใบไม้ที่พากันเปลี่ยนสีอวดความสวยงามของธรรมชาติ จากนั้นนำท่าน ขึ้นกระเช้าคุโรดาเกะ เป็นกระเช้าที่เชื่อมจากเชิงเขาของเมืองโซอุนเคียวถึงยอดเขาคุโรดาเกะที่มีความสูงถึง 670 เมตร เป็นส่วนหนึ่งของภูเขาไดเซ็ทสึซังซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหลังคาของฮอกไกโด มีทิวทัศน์ที่งดงามทั้ง 4 ฤดู โดยในฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนจะมีพืชนานาพรรณที่ขึ้นตามภูเขาสูงแตกยอดออกดอกออกใบให้ได้ชม ส่วนในฤดูใบไม้ร่วง ภูเขาจะเต็มไปด้วยสีเหลืองและแดงจากการเปลี่ยนสีของใบไม้บนภูเขา (ใบไม้เปลี่ยนสี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ)

จากนั้นนำท่านชมความงามของ น้ำตกกิงกะและน้ำตกริวเซ เพลิดเพลินไปกับความสวยงามของธรรมชาติของน้ำตกที่จัดได้ว่าเป็นวิวธรรมชาติที่สวยที่สุดติดหนึ่งในร้อยของญี่ปุ่น น้ำตกทั้งสองแห่งนี้มีต้นน้ำอยู่ในเขตภูเขาโซอุนเคียว ส่วนในช่วงฤดูหนาวน้ำตกทั้งสองแห่งนี้จะแข็งตัวกลายเป็นน้ำแข็ง จากนั้นนำท่านเดินทางสู่เมืองอาซาฮิกาว่าเพื่อเข้าสู่ที่พัก

ที่พัก                 โรงแรม SMILE HOTEL ASAHIKAWA HOTEL หรือระดับเทียบเท่า หลังจากเข้าที่พักแล้ว นำท่านช้อปปิ้งยังห้างสรรพสินค้า ห้างจัสโก้อิออน  ให้ท่านได้ซื้อของฝากมากมายหลากหลายชนิด อาทิเช่น ขนมชนิดต่างๆ ผลไม้ตามฤดูกาล และพิเศษสุดกับร้าน 100 เยน ทีทุกอย่างในร้านราคาเพียง 100 เยนเท่านั้น

**อิสระอาหารค่ำตามอัธยาศัยเพื่อความสะดวกในการเลือกซื้อสินค้า**

 

วันที่สาม      อุทยานโมอาย – พระใหญ่อะตามะ ไดบุตสึ –  โอตารุ – คลองโอตารุ  – พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี – พิพิธภัณฑ์เครื่องแก้ว – ถนนซาไกมาชิ – ดิวตี้ฟรี – บุฟเฟ่ต์ชาบูหมู + ขาปูยักษ์

เช้า                   บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม จากนั้นนำท่านชม อุทยานโมอาย ที่ออกแบบโดย Tadao anda สถาปนิกชื่อดังของโลก ก่อสร้างตั้งแต่ ค.ศ. 1982 ไอเดียคล้ายวัฒนธรรมจากโมอายและอียิปต์ ออกแบบรูปร่างตั้งให้อยู่ในภูเขาของดอกลาเวนเดอร์ พระพุทธรูปเป็นแนวคิดโครงสร้างจากการเรียงลำดับของจิตวิญญาณ องค์พระมีชื่อว่า Atama Daibutsu เปิดให้เข้าชมอย่างเป็น ทางการ เมื่อวันที่ 17 ก.ค. 2559 ที่ผ่านมา

อุทยานโมอาย มีพื้นที่ประมาณ 540,000 ตารางเมตร มี 40,000 กลุ่มของที่บรรจุอัฐิและรองรับได้ 70,000 กลุ่ม (ชาวญี่ปุ่นไม่มีการฝังศพ ใช้การเผา และจะซื้อที่ดินใว้เก็บ”อัฐิ”เก็บแบบทั้งตระกูลรวมไว้) โมอายแห่งญี่ปุ่น เป็นชื่อที่ผู้คนเรียกขาน เป็นหนึ่งในสุสานที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโด

เที่ยง                บริการอาหารกลางวัน ณ ภัตตาคาร นำท่านเดินทางสู่ เมืองโอตารุ ซึ่งถือเป็นเมืองท่าที่มีบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก รวมถึงการตกแต่งของบ้านเรือนนั้น ส่วนใหญ่ได้ถูกออกแบบเป็นสไตล์ตะวันตกเนื่องจากในอดีต เมืองโอตารุได้รับอิทธิพลมาจากการทำการค้าระหว่างประเทศญี่ปุ่นและประเทศในแถบยุโรป อิสระให้ท่านเดินชมความสวยงามของเมืองเลียบคลองโอตารุอันสวยงามน่าประทับใจ คลองโอตารุเป็นคลองที่เกิดขึ้นจากการถมทะเล สร้างเสร็จเมื่อปี ค.ศ. 1923 เพื่อเป็นเส้นทางขนถ่ายสินค้าจากเรือใหญ่สู่โกดังในเมือง ภายหลังเลิกใช้จึงถมคลองครึ่งหนึ่งเป็นถนนสำหรับนักท่องเที่ยวแทนโกดังต่างๆ ซึ่งเป็นอาคารอิฐสีแดงจึงกลายเป็นสัญลักษณ์ของเมือง และได้ปรับปรุงเป็นร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกนั่นเอง

จากนั้นนำท่านชม พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ซึ่งมีอายุเกือบร้อยปี ท่านสามารถชมกล่องดนตรีในรูปแบบต่างๆ สวยงามมากมายที่ถูกสะสมมาจากอดีตจนถึงปัจจุบัน อีกทั้งยังสามารถเลือกคิดแบบทำกล่องดนตรีในสไตล์ของตัวเองขึ้นมาเป็นที่ระลึกหรือเป็นของฝากให้คนรักได้อีกด้วย

นอกจากนี้ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ยังมี “นาฬิกาไอน้ำโบราณ” สไตล์อังกฤษ ที่เหลืออยู่เพียง 2 เรือนบนโลกเท่านั้น ซึ่งเป็นของที่ระลึกที่เมือง Vancouver มอบให้แก่เมือง Otaru นาฬิกานี้จะพ่นไอน้ำประกอบกับมีเสียงดนตรีดังขึ้นทุกๆ 15 นาที เหมือนกับนาฬิกาไอน้ำอีกเรือนหนึ่งที่ประเทศแคนนาดา ถ้ามาฮอกไกโดแล้วไม่มาชม ต้องไปชมที่แคนนาดากันนะจ๊ะ อิสระให้ท่านได้เลือกซื้อ เลือกชมสินค้ามากมาย กับถนนซาไกมาชิ  โดยด้านขวามือก็ต้องสะดุดตา สะดุดใจ ไปกับความน่ารักของเจ้าแมวน้อยคิตตี้ ที่ท้าทายรอให้ทุกๆท่านเข้าไปเยี่ยมชม ผ่านมาแล้วจะผ่านเลยไปได้อย่างไรกัน แวะชมกันสักหน่อยสิค่ะ เมื่อเข้าไปในร้านทุกท่านสามารถเลือกแก้วเป็นลวดลายตามใจชอบแต่ละท่านได้เลยนะจ๊ะ ซึ่งข้างหลังแก้วจะมีการสกรีนคำว่า otaru ติดไว้ด้วยนะคะ ซึ่งแก้วก็จะมีมากมายหลากหลายแบบให้เลือก ราคาก็จะแตกต่างกันออกไป เมื่อซื้อแก้วพร้อมเครื่องดื่มเรียบร้อยแล้วสามารถเติมเครื่องดื่มฟรีได้อีกรอบด้วยนะคะ เลือกเครื่องดื่มเรียบร้อยแล้ว เชิญเลือกที่นั่งตามอัธยาศัยที่บริเวณชั้นสองได้เลยจ้า หรือถ้าใครไม่อยากนั่งบริเวณชั้นหนึ่งจะเป็นโซนขายของที่ระลึก หรือจะสนุกสนานไปกับการหมุนตู้กาชาปองเสี่ยงทายหาของฝากไปฝากคนที่คุณรักก็ตามแต่สะดวกเลย

ออกจากร้านคาเฟ่คิตตี้ไม่ทันไร ก็จะเจอร้านถัดมาที่เรียกกันว่า มาฮอกไกโด ทั้งทีต้องไม่พลาด LETAO กันนะจ๊ะ เป็นค่าเฟ่ให้นั่งทานและสามารถสั่งกลับได้  ซึ่งบางวันอาจจะต้องรอคิวกันสักนิดนึง  สิ่งต้องห้ามก็คือ ห้ามพลาดที่จะลิ้มรส และห้ามพลาดที่จะหิ้วกลับมาเป็นของฝากบุคคลอันเป็นที่รักยิ่งโดยเด็ดขาด LETAO ที่ควรค่าแก่การทานคือชีสเค้กนั่นเอง สัมผัสลิ้นที่นุ่มละมุน กลิ่นหอมหวาน ให้รสชาติหวานพอดี ลิ้มรสพร้อมกับจิบชาและชมบรรยากาศสุดแสนโรแมนติก ไม่มีอะไรจะฟินไปยิ่งกว่านี้แล้วววว

มากันที่ร้านแนะนำร้านสุดท้ายกันค่ะ ร้านนี้ก็คือ คาเฟ่สนูปปี้ เอาใจคนรักสนูปปี้ ซึ่งจุดเด่นของร้านนี้ก็คือไอศกรีมนั่นเองค่ะ ซึ่งมีหลากหลายรสชาติให้เลือกชิม เป็นซอฟท์ครีมเนื้อนุ่มละมุน ภายในร้านแบ่งเป็นสองชั้น ซึ่งชั้นที่สองจะเป็นโซนร้านอาหาร การตกแต่งร้านก็ไม่พลาดที่จะตกแต่งไปด้วยสนูปปี้ทั้งร้านแน่นอนค่ะ นอกจากอาหาร ของหวาน เครื่องดื่มแล้ว ทางร้านยังจำหน่ายของที่ระลึกเกี่ยวกับสนูปปี้เพื่อเอาใจคนรักสนูปปี้กันด้วยค่ะ มีให้ท่านได้เลือกซื้ออย่างมากมาย

จากนั้นนำท่านชม พิพิธภัณฑ์เครื่องแก้ว โดยการเป่าแก้วด้วยเทคนิคในแบบต่างๆ จึงทำให้เครื่องแก้วที่ออกมามีรูปแบบและสีที่แตกต่างกัน  ซึ่งภายในพิพิธภัณฑ์นี้ยังมีบริการสินค้าหลากหลายชนิด ให้ท่านได้เลือกซื้อไปเป็นของฝาก ของที่ระลึกกันอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นแก้วน้ำลายพิเศษ แจกันดอกไม้ กระถางดอกไม้ ของตกแต่งบ้าน พวงกุญแจ และอื่นๆอีกมากมายซึ่งทำมาจากแก้วทั้งสิ้น

ของดี ของเด็ด ของเมืองโอตารุ ยังไม่หมดนะจ๊ะ เดินออกมาเล็กน้อยก็จะมองเห็นร้านไอศกรีมที่ชื่อว่า VENETIAN CAFETERIA ร้านนี้มีเมนูยอดฮิตนั่นก็คือ ไอศกรีมสายรุ้ง 7 สีนั่นเอง เป็นซอฟท์ครีม 7 สี เสิร์ฟใส่โคน 7 ชั้น ชั้นละ 1 สี อันได้แก่ องุ่น สตอเบอร์รี่ ชาเขียว เมลอน ช็อคโกแลต นม และลาเวนเดอร์ ด้วยรสชาติที่เข้มข้นของไอศกรีมบวกกับโคนคุกกี้แสนอร่อย ผ่านมาทั้งทีห้ามพลาดนะจ๊ะ

จากนั้นนำท่านช้อปปิ้งสินค้าเครื่องสำอางค์ อาหารเสริม เครื่องประดับคุณภาพดีที่ร้านค้าปลอดภาษี DUTY FREE สามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตามอัธยาศัย ซึ่งมีสินค้าให้เลือกซื้อมากมาย ไม่ว่าจะเป็น เครื่องสำอางแบรนด์ดัง ทั้งของต่างประเทศและแบรนด์ดังของญี่ปุ่น หรือว่าจะเป็นอาหารเสริมคุณภาพดีซึ่งไม่วามารถหาซื้อจากที่ไหนได้ นอกจากร้านค้าปลอดภาษีเท่านั้น อิสระให้ท่านเลือกซื้อตามอัธยาศัย

ค่ำ                    บริการอาหารค่ำ ณ ภัตตาคาร พิเศษกับเมนู บุฟเฟ่ต์ชาบูหมู + ขาปูยักษ์

ที่พัก                 โรงแรม THE B HOTEL SAPPORO หรือระดับเดียวกัน

 

วันที่สี่        มหาวิทยาลัยฮอกไกโด – ทำเนียบรัฐบาลเก่าฮอกไกโด – หอนาฬิกาซัปโปโร  – ตลาดปลาฮอกไกโดโจไก  มิตซุย เอ้าท์เล็ต – ช้อปปิ้งทานุกิโคจิ

เช้า                   บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม จากนั้นนำท่านเดินทางสู่ มหาวิทยาลัยฮอกไกโด หนึ่งในมหาวิทยาลัยขึ้นชื่อของญี่ปุ่นที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ใจกลางเมือง เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อเรื่องใบไม้เปลี่ยนสี ที่รายล้อมไปด้วยต้นแปะก๊วยกว่า 70 ต้น ที่เลียบถนนยาว 380 เมตร ใบแปะก๊วยที่มีจำนวนมากจึงสามารถเปลี่ยนถนนทั้งเส้นให้เป็นสีเหลืองทอง ที่มีความสวยงามมาก จุดนี้จึงเป็นอีกจุดที่ได้รับความนิยมและเดินทางมาถ่ายรูป เชคอิน

หมายเหตุ : หากกรณีใบไม้เปลี่ยนสีต้นแปะก๊วยหมดช่วงฤดูแล้ว บริษัทขอสงวนสิทธิ์ นำท่านเดินทางสู่ ศาลเจ้าฮอกไกโด ศาลเจ้าประจำเกาะฮอกไกโด ของศาสนาชินโต ที่สร้างตั้งแต่ปี 1871 ซึ่งแต่เดิมศาลเจ้านี้มีชื่อว่าศาลเจ้าซัปโปโร และชาวฮอกไกโดต่างให้ความเลื่อมใสศรัทธามาก เพราะเชื่อกันว่าเป็นที่สถิตของเทพเจ้าโยฮะชิระ ผู้พิทักษ์เกาะฮอกไกโดและคอยปกปักษ์รักษาชาวเมืองบนเกาะมาตั้งแต่ยุคบุกเบิกดินแดนแห่งนี้ ดังนั้นคนท้องถิ่นจึงนิยมไปสักการะไม่ขาดสาย เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจ

จากนั้นนำท่านชมด้านนอกของ ทำเนียบรัฐบาลเก่าฮอกไกโด เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2416 เป็นอาคารสไตล์นีโอบาร็อคอเมริกาที่ใช้อิฐมากกว่า 2.5 ล้านก้อนเป็นอิฐที่ทำมาจากหมู่บ้านซิโรอิชิและโทโยชิร่า ตึกนี้ผ่านก ารใช้งาน มายาวนานกว่า 80 ปีแต่ความงดงามที่เห็นนั้นได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่หลังจากถูกไฟไหม้เมื่อปี พ.ศ. 2454 แต่ด้วยความสวยงามของสถาปัตยกรรมที่หลงเหลืออยู่ไม่กี่แห่ง จึงได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมสำคัญของชาติเมื่อปีพ.ศ. 2512

นำท่านผ่านชม หอนาฬิกาซัปโปโร เป็นหอนาฬิกาที่เก่าแก่และเป็นอีกสัญลักษณ์ที่สำคัญของเมืองซัปโปโรอีกแห่งหนึ่ง สร้างตั้งแต่ปี พ.ศ. 2421 เดิมทีเป็นโรงฝึกงานของมหาวิทยาลัย ฮอกไกโด แต่ได้ปรับเปลี่ยนสร้างเป็นหอนาฬิกาและมีระฆังตีบอกเวลาตั้งแต่ พ.ศ.2424 จนถึงปัจจุบันก็ยังสามารถบอกเวลาได้อยู่ และด้วยความเก่าแก่ที่อยู่คู่กับเมืองซัปโปโรมานานจึงได้รับการขึ้นทะเบียน ให้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งของญี่ปุ่น

จากนั้นนำท่านสู่ ตลาดปลาซัปโปโรโจไก ประกอบด้วยร้านค้า และร้านอาหารกว่า 80 ร้าน เรียงรายตลอดบล็อกขึ้นไปนอกตลาดขายส่งซัปโปโร เป็นหนึ่งในตลาดที่ใหญ่ที่สุดของเมือง ร้านค้าต่างๆจำหน่ายอาหารทะเลเป็นส่วนใหญ่ เช่น ปู หอยเม่นทะเล ไข่ปลาแซลมอน ปลาหมึก และหอยเชลล์ ผลผลิตอื่นๆในท้องถิ่น เช่น ข้าวโพด แตงโม และมันฝรั่งตามฤดูกาล อาหารท้องถิ่นที่ขึ้นชื่อคือ อาหารทะเลสดๆเสิร์ฟพร้อมข้าว เรียกว่า donburi

เที่ยง     อิสระอาหารกลางวันตามอัธยาศัย 

ตลาดปลาซัปโปโรโจไก ขึ้นชื่อว่าตลาดปลา ไม่ได้มีแต่ปลาสดนะจ๊ะ นอกจากจะมีปลาสด ปูทาราบะ ปูขน ปูซูไว อาหารทะเลนานาชนิดแล้ว และยังมีผลไม้ตามฤดูกาลอีกด้วย ที่ตลาดปลาแห่งนี้ยังมีร้านอาหารสำหรับนั่งทานให้ท่านได้เลือกทานตามอัธยาศัยมากมาย อาหารที่แนะนำก็คือ ซาซิมิ ข้าวหน้าปลาดิบ จนถึงหน้าปลาย่าง ซึ่งมีเมนูน่าทาน น่าสนใจ ราคาย่อมเยาว์

จากนั้นนำท่าน ช้อปปิ้งที่มิตซุย เอ้าท์เล็ต (MITSUI OUTLET) ศูนย์รวมแฟชั่นทันสมัยแหล่งรวมพลของสินค้าแบรนด์เนมชื่อดังจากทั่วโลกประกอบด้วยแบรนด์ดังถึง 128 แบรนด์ อาทิเช่น Coach Armani, Ralph Lauren, Seigo เพียบพร้อมด้วยสินค้าสำหรับทุกคนตั้งแต่สินค้าแฟชั่นหญิงชาย และเด็ก จนถึงอุปกรณ์กีฬา และสินค้าทั่วไป นอกจากนี้ภายในห้าง ยังมีศูนย์อาหารขนาดใหญ่ ที่จุได้ 650 ที่นั่ง และมี Hokkaido Roko Farm Bridge ซี่งเป็นพื้นที่ที่มีสินค้าท้องถิ่นและสินค้าจากฟาร์มสดมาขายอีกด้วย

จากนั้นนำท่านช้อปปิ้งที่ ทานุกิโคจิ เป็นแหล่งช้อปปิ้งอาเขตบนถนนคนเดินที่มีหลังคามุงบังแดดบังฝนและหิมะ  มีความยาว 7 บล็อกถนน มีร้านค้าตั้งเรียงรายอยู่กว่า 200 ร้านค้า Susukin  มีร้าน BIG CAMERA จำหน่ายกล้องดิจิตอล, เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็คทรอนิคส์,ร้าน100เยน, ร้านUNIQLO ขายเสื้อผ้าแฟชั่นวัยรุ่น,ร้าน MATSUMOTO KIYOSHI ขายยาและเครื่องสำอาง

ค่ำ                    เพื่อไม่เป็นการรบกวนเวลาของท่าน อิสระอาหารค่ำตามอัธยาศัย

พักที่                 โรงแรม THE B HOTEL SAPPORO หรือระดับเดียวกัน

 

วันที่ห้า     สนามบินชิโตเสะ – กรุงเทพฯ      

 เช้า                  บริการอาหารเช้า ณ ห้องอาหารของโรงแรม   นำทุกท่านเดินทางสู่ สนามบินชิโตเสะ เพื่อเตรียมตัวเดินทางกลับสู่ประเทศไทย

09.55 น.         นำทุกท่านเหิรฟ้ากลับสู่ประเทศไทย โดยสายการบินไทยแอร์เอเชียเอ๊กซ์  เที่ยวบินที่ XJ 621

15.10 น.          เดินทางถึงสนามบินดอนเมืองโดยสวัสดิภาพ พร้อมความประทับใจ…

 

ดาวน์โหลดโปรแกรมฉบับเต็ม >> ZHOK12